ต้นกำเนิดการเกิดลู่วิ่งไฟฟ้าจนถึงปัจจุบันนี้

ลู่วิ่งไฟฟ้านั้นถือว่าเป็นหนึ่งอุปกรณ์ยอดฮิตสำหรับการออกกำลังกายในร่มทีมีแพร่หลายตามบ้านและฟิตเนสแทบจะทั่วโลก เนื่องจากความสะดวกสบายในการใช้งาน แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าจะเป็นลู่วิ่งไฟฟ้าที่พวกเราเห็นๆ กันทุกวันนี้ หลังจากสงครามนโปเลียนจบสิ้นลงบรรดาประเทศต่างๆ ในยุโรปทั้งฝ่ายแพ้และชนะนั้นถือว่าอยู่ในสภาวะขาดแคลนไม่ต่างกัน ทุกประเทศจึงต้องการการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่และสิ่งที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูนั้นคือแรงงานและเครื่องจักร จึงมีผู้ประดิษฐ์เกิดขึ้นมากมายในยุคนั้นและเร่งแข่งขันกันประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงออกมาขายกันเป็นจำนวนมาก

หนึ่งในนั้นคือ Sir William Cubitt ขุนนางชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์เครื่องจักรมาตัวหนึ่งสำหรับใช้ในโรงงานผลิตข้าวโพดบด ซึ่งปกติแล้วถ้าใช้แรงงานมนุษย์ทำนั้นจะได้สินค้ามาเพียง 20% แต่ทว่าเมื่อใช้เครื่องที่ Sir William Cubitt ประดิษฐ์มานั้นผลผลิตที่ได้เพิ่มขึ้นมาถึง 60% เลยทีเดียว

เจ้าเครื่องที่ว่านั้นก็คือ วงล้อปั่น ที่มีรูปร่างคล้ายกับบันไดแต่เป็นวงล้อ วิธีการใช้งานก็คือจะให้คนงานเดินขึ้นบันไดเพื่อให้วงล้อหมุนและขับเคลื่อนกลไกการทำงานของเครื่องบดข้าวโพด ซึ่งโรงงานแห่งนี้นั้นจะเดินเครื่องถึงวันละไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ซึ่งโรงงานแห่งนี้มีสายสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงสามารถที่จะนำนักโทษที่ต้องโทษมาใช้งานได้ฟรีๆ เสียก็เพียงค่าอาหารถูกๆ เลี้ยงพวกเขาวันละ 2 มื้อเท่านั้น

เจ้าเครื่องนี้แม้ว่าจะช่วยให้กิจการเจริญรุ่งเรืองแต่ทว่ากับนักโทษที่ถูกเกณฑ์มาให้ทำงานนั้นมันช่างแตกต่างกัน นักโทษจะต้องเดินขึ้นบันไดไม่ต่ำกว่าวันละหกชั่วโมงโดยได้หยุดพักทุกๆ 3 ชั่วโมง มีผู้คำนวณไว้ว่า ทุกๆ วันนักโทษจะต้องเดินเป็นระยะทาง 8.6 กม. นอกจากนี้ถ้าเหนื่อยหรือว่าไม่ไหวขณะที่กำลังเดินเครื่องนั้น นักโทษจะไม่มีสิทธิ์หยุดเพราะเมื่อใดที่หยุดเดินนักโทษก็จะถูกเหวี่ยงออกไปได้รับบาดเจ็บทั้งศีรษะร้าว แขนขาหักกันเป็นจำนวนมาก

ในปี 1898 เจ้าเครื่องนี้ได้ถูกนำมาดัดแปลงให้เป็นลู่วิ่งสำหรับการออกกำลังกายของเหล่าผู้ดีมีเงินในอังกฤษที่ไม่มีเวลาว่างออกไปวิ่งนอกบ้านตั้งแต่นั้นมา ดังนั้นใครที่วิ่งอยู่บนลู่วิ่งไฟฟ้าในปัจจุบันแล้วรู้สักว่าทรมานก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะต้นกำเนิดของมันก็มาจากการทรมานนั่นเอง

น้ำมันมะพร้าวนวดคลายเมื่อย

น้ำมันมะพร้าว นั้นมีคุณประโยชน์สารพัด นอกจากใช้บำรุงผม ทาผิว หรือกลั้วปากเพื่อขจัดสารพิษแล้วยังใช้เป็นยาคลายปวดเมื่อยได้อีกด้วย

“นวดน้ำมันคลายเมื่อย” เป็นภูมิปัญญาที่พบได้ทั่วโลกทั้งซีกฝั่งตะวันออกและตะวันตก ดังจะเห็นได้จากชาวยุโรปใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันอัลมอนด์บรรเทาปวด ในขณะที่พวกเราชาวตะวันออกใช้น้ำมันงา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำมันมะพร้าว

ตั้งแต่อดีตปู่ย่าตายายของเราก็เรียนรู้ที่จะให้ประโยชน์ จากมะพร้าวสืบต่อกันมานานนม ในสมัยก่อนนั้นนิยมนำกะทิมาเคี่ยวจนเป็นน้ำมันใส เก็บไว้ใช้ทำอาหารบ้าง ใช้ต่างเครื่องประทินผิวบ้าง และระหว่างการชโลมน้ำมันมะพร้าวบนผิวนี้เอง ที่ทำให้เกิดความร้อนขึ้นมา จึงช่วยคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจากอาการปวดตึงหรือเคล็ดขัดยอกได้ จนกลายเป็นที่มาของการนวดน้ำมันเพื่อคลายเมื่อยในที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังผสมสมุนไพรฤทธิ์ร้อนเข้ากับน้ำมันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนวดด้วย เช่น “ข่า” ซึ่งวิธีการนั้นก็แสนง่าย โดยนำลำต้นข่าแก่มาล้างให้สะอาด สับละเอียดให้ได้ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ ใช้ถูนวดบริเวณที่ปวดเมื่อยเป็นประจำ คนเฒ่าคนแก่ท่านว่าได้ผลชะงัดนัก

ส่วนตำรายาไทยบางสูตรก็ว่า ผสมน้ำมันมะพร้าวกับน้ำปูนใสที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบในปริมาณเท่าๆ กัน ใช้นวดคลายเส้นได้เป็นอย่างดี เห็นทีคนขี้เมื่อยต้องหาน้ำมันมะพร้าวไว้ติดบ้านบ้างแล้วละค่ะ